2008/Sep/25

ธนา เธียรอัจฉริยะ รองประธานเจ้าหน้าที่บริหารบริษัทโทเทิ่ลแอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น จำกัด (มหาชน) “ดีแทค”

ผมมองว่าปัญหาการเมืองของไทยหลักๆวันนี้ อยู่ที่การศึกษาของพลเมืองในประเทศ ตราบใดที่ยังมีการซื้อสิทธิ์ขายเสียงกันอยู่ ปัญหาต่างๆจะไม่ได้รับการแก้ไข เพราะเมื่อมีการเลือกตั้งแล้วจะกลับมาที่ปัญหาเดิม ซึ่งหากจะแก้ไขปัญหาดังกล่าว ต้องแก้ไขด้วยเรื่องการศึกษา

ส่วนตัว ผมเห็นด้วยกับแนวคิดที่มีคนเสนอไว้นานแล้ว ตอนแรกฟังดูแปลกๆ แต่ตอนนี้ออกจะเชื่อว่า เป็นการแก้ปัญหาที่ดี คือ ให้คนจบปริญญาตรีเท่านั้นที่มีสิทธิเลือกตั้ง จากปัจจุบันกำหนดอายุไว้ที่ 18 ปี เพราะแม้เป็นมาตรฐานระดับหนึ่ง แต่ก็ยังไม่สามารถแก้ปัญหาได้ จึงควรกำหนดมาตรฐานใหม่ เอาการศึกษาเข้ามา อาจจะนำไปสู่สิ่งที่ดีขึ้น และจะส่งผลให้ รัฐบาลต้องกำหนดให้ระดับปริญญาตรีเป็นการศึกษาขั้นพื้นฐานด้วย

ผมคิดว่าควรมีการนำแนวคิดมาถกเถียงกันว่า อย่างไหนดีที่สุด เพราะในขณะนี้ ระบบการเมืองไทย จำเป็นต้องได้รับการแก้ไข อย่างไรก็ตาม หากมองว่า การกำหนดให้ผู้มีสิทธิเลือกตั้งต้องจบปริญญาตรีเท่านั้น หลายคนอาจเห็นว่าปิดกั้นเกินไป ก็อาจจะกำหนดว่า ผู้ที่จบปริญญาตรีมีสิทธิ์เลือกปาร์ตี้ลิสต์ หรือฝ่ายบริหารประเทศโดยตรง แทนที่จะให้ ส.ส.เลือกกันเอง ก็เป็นอีกทางเลือก
____________________________________________________________________


จากบทสัมภาษณ์หนึ่งในสิบกว่าคนในหนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

คุณเชื่อไหมว่าบทความนี้ กลายเป็นประเด็นข้อถกเถียงที่รุนแรงในสังคม โดยถูกเชื่อมโยงประเด็นต่างๆ ได้แก่

1. คุณธนา ออกความเห็นภายใต้การเป็นอิมเมจของดีแทค
2. ดีแทค เป็นสปอนเซอร์ให้แก่พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย
3. คุณธนา ละเมิดสิทธิส่วนบุคคลของประชาชนตามระบอบประชาธิปไตยว่าด้วยการมีสิทธิ์ออกเสียงเลือกตั้ง
4. คุณธนา ดูถูกชนชั้นรากหญ้า และพยายามยกฐานะตนเองรวมทั้งกีดกันบุคคลที่มีระดับการศึกษาต่ำกว่า ฯลฯ

และประเด็นอื่นๆ อีกมากมาย จนลุกลามไปเป็นปัญหาที่น่าตลก อาทิเช่น

1. เผาซิมดีแทคประท้วง
2. เกือบมีการนัดรวมพลไปประท้วงหน้าตึกชัยฯ สำนักงานของดีแทค
3. มีการเชื่อมโยงไปเป็นข้อถกเถียงและชักจูงความคิดให้เกิดอคติต่อชุมนุมชน ฯลฯ

ผมเองอ่านบทสัมภาษณ์ของคุณธนา ก็ยอมรับว่าเป็นการแสดงความคิดเห็นที่ "โคตรกล้าพูดเลยว่ะ" ในสภาวะสังคมเฮงซวยของประเทศเราปัจจุบัน ที่ประเด็นอะไรก็ตามก็สามารถนำมาซึ่งความแตกแยกตั้งแต่ระดับความคิดเห็นจนถึงสถาบันทางสังคมได้ คือไม่ีใช่ว่าแนวคิดของคุณธนานั้นไม่ดี แต่วิธีพูดมัน "แรง" และ "ตรงเกินไป" จนคนส่วนใหญ่กระแดะรับกันไม่ได้

แทนที่จะพยายามทำความเข้าใจในหลักการว่า การศึกษาก็เป็นพื้นฐานส่วนหนึ่งของการพัฒนาความคิดและทัศนคติ โดยนัยแล้ว คุณธนาเองก็ไม่ได้จงใจให้เกิดการเหยียดชนชั้น ไม่ได้ออกมากล่าวว่าคนที่มีวุฒิต่ำกว่าปริญญาตรี "ในปัจจุบัน" ไม่มีสิทธิ์เลือกตั้ง แต่เจตนาน่าจะเป็น "ในการพัฒนาและวางแผนทรัพยากรมนุษย์ต่อไป ควรให้มีระดับการศึกษาปริญญาตรีเป็นพื้นฐานหลัก"

ซึ่งมันก็ไม่ยากอะไรที่จะนำมาประยุกต์ใช้เป็นนโยบายและแผน เช่นในแผนสภาพัฒน์ฯ เป็นต้น และรวบรวมไปเป็นนโยบายรัฐบาล ให้มีความสอดคล้องและต่อเนื่องกัน ออกกฎบังคับใช้ "ในอนาคตภายหลังจากมีการวางแผนรองรับแล้ว" ก็ดูไม่เห็นจะเป็นปัญหาอะไร

มันปฏิเสธไม่ได้หรอกว่า การศึกษาพื้นฐานที่น้อยเกินไป จะถูกชักจูงได้ง่าย ก็เห็นกันชัดๆ อยู่แล้วขนาดคนระดับจบการศึกษาสูงๆ ยังถูกสื่อชักจูงให้เกิดความแตกแยกกับอีแค่ประเด็นการเมืองเฮโลซ้ายขวากันเลย คนที่สามารถจำแนกความคิดได้ก็ถือเป็นนิมิตหมายอันดีของทรัพยากรบุคคล แต่ในขณะเดียวกันอีกหลายคนมันก็ไม่ใช่ ทุกวันนี้บางคนสนใจแต่ว่า อายุจะถึงเมื่อไหร่ จะได้มี "สิทธิ์" เลือกตั้ง ทำใบขับขี่ แต่งงาน ลามไปจนถึงจัดการมรดกเลยกระมัง

เพียงแต่ภายใต้กระแสอันรุนแรงของคลื่นความคิดสุดโต่ง ที่ไม่มีวันบรรจบเข้าหากันได้ง่้ายๆ ดังที่เราเห็นกันตีกันจะเป็นจะตายในทุกวันนี้ คุณธนาพลาดมากที่แสดงความคิดเห็น "ตรง" และตรงเกินไป เกินกว่าที่คนไทยจะยอมรับความเป็นจริง

ผมก็คงต้องไว้่อาลัยให้กับประเทศชาตินี้ ในเมื่อความคิดเห็นที่แตกต่าง กลายเป็น "แปลกแยก" และลามไปมากกว่านั้นได้อีก ชาตินี้ถ้าผมอยู่นานๆ สงสัยได้มีสิทธิ์เห็นประเทศไทยตามหลังเวียดนาม ลาว พม่า กัมพูชา เป็นแน่แท้

Comment

Comment:

Tweet